เนื้อหา

แนวทางการบริหารจัดการ
การพัฒนาอาหาร  โภชนาการ  และสุขภาพอนามัยในโรงเรียน

    การดำเนินงานพัฒนาอาหาร  โภชนาการ  และสุขภาพอนามัยในโรงเรียนอย่างครบวงจร  สม่ำเสมอต่อเนื่องและยั่งยืน  เพื่อให้ผลของการพัฒนาเกิดขึ้นกับตัวเด็กนักเรียนทุกคนดังพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารีนั้น  จำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม  สอดคล้องกับความต้องการ  บริบทของชุมชน  และวัฒนธรรมประเพณี  ต่อไปนี้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการการดำเนินงานพัฒนาอาหาร  โภชนาการ  และสุขภาพในโรงเรียนเป็นบทเรียนจากโรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริ

การเกษตรในโรงเรียน
    การเกษตรในโรงเรียน  เป็นกิจกรรมสำคัญอันดับแรกที่โรงเรียนในโครงการตามพระราชดำริทุกโรงเรียนดำเนินการจุดมุ่งหมายของการเกษตรในโรงเรียน  คือ
    1. ผลิตวัตถุดิบอาหารสำหรับใช้ในการจัดอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนทุกคนทุกวัยเรียน
    2. พัฒนาเด็กนักเรียนทุกคนให้มีความรู้ทักษะและทัศนคติที่ดีทางการเกษตรผสมผสาน  เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตในอนาคต
    การเกษตรในโรงเรียน  จะครอบคลุมกิจกรรมทุกขั้นตอนตลอดระบบการผลิตอาหาร  ได้แก่  ปัจจัยการผลิต  กระบวนการผลิต  การเก็บเกี่ยวผลผลิต  การแปรรูป  การจำหน่ายและการกระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภค 

 ระบบการผลิตอาหารในโรงเรียน



    บุคลากรที่เกี่ยวข้อง  บุคลากรที่เกี่ยวข้องในการทำการเกษตรในโรงเรียน  ได้แก่ 1)  นักเรียน  2)  ครู  3)  ชุมชน
    (1)  เด็กนักเรียน  เป็นบุคลากรหลักในการทำการเกษตรของโรงเรียน  โดยทั่วไปโรงเรียนจะจัดการโดยแบ่งเด็กนักเรียน  (ส่วนมากจะเป็นระดับชั้นประถม 4-6)  เป็นกลุ่มการผลิตประเภทต่างๆ  เช่น  กลุ่มพืชผักไม้ผล  กลุ่มเห็ด  กลุ่มไก่ไข่  กลุ่มไก่เนื้อ  กลุ่มปลาดุก ฯลฯ
    การแบ่งกลุ่มเด็กนักเรียนมีวิธีดำเนินการได้ 2 วิธี  คือ  1) ความสมัครใจของเด็กแต่ละคน  ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความชอบและความสนใจ  วิธีการนี้พบว่าเด็กนักเรียนต้องทำ  วิธีการนี้ครูจำเป็นต้องปลูกฝังทัศนคติที่ดีควบคู่ไปกับการทำกิจกรรม  ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการจัดกลุ่มเด็กนักเรียน  คือ  ผู้ปกครอง  ซึ่งมีทัศนคติว่างานเกษตรเป็นงานหนัก  โดยเฉพาะการปลูกพืชผัก  ต้องขุดดิน  ทำให้ไม่อยากให้บุตรหลานของตนทำงานนี้
    บทบาทหน้าที่ของเด็กนักเรียนในแต่ละกลุ่มมีดังนี้
    -  รับผิดชอบดูแลการผลิต  ตลอดระบบการผลิต  ตั้งแต่ปัจจัยการผลิตจนถึงการจำหน่าย
   -  จดบันทึกการทำงานของตนเองในแต่ละวัน
   -  จดบันทึกผลผลิตที่ได้
   -  จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย
    นอกจากรับผิดชอบหลักในแต่ละกลุ่มแล้ว  ในบางโรงเรียนจะมอบหมายให้เด็กนักเรียนชั้นประถม 4-6 ทุกคนเป็นเจ้าของแปลงผัก 1-2 แปลง  และเด็กนักเรียนชั้นประถม 1-3 ซึ่งยังเล็กอยู่เป็นผู้ช่วยในการรดน้ำผัก
    ผลตอบแทนที่เด็กนักเรียนได้รับ  มักเป็นผลผลิตที่ตนเองผลิต  เช่น  กลุ่มไก่ไข่  ทุกวันศุกร์จะมีการแบ่งไข่ให้เด็กนักเรียนคนละ  3 ฟอง/สัปดาห์  กลุ่มผักให้เจ้าของแปลงคนละ 2 ครั้ง/รุ่น  (คนละ 1 หม้อ)  กลุ่มเลี้ยงปลาดุก  ได้รับเงินปันผล
    (2)  ครู  เป็นบุคคลที่เป็นผู้ผลักดัน  อำนวยการ  จัดหาปัจจัย  จัดสภาพแวดล้อม  ให้เอื้อต่อการปฏิบัติงานเพื่อการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน
   -  ครูใหญ่  เป็นผู้แต่งตั้งหรือมอบหมายครูรับผิดชอบงานเกษตร  โดยมีวิธีการคัดเลือกครูเกษตร  ดังนี้  1)  เลือกครูที่มีพื้นฐานทางการเกษตร  เช่นมีคุณวุฒิทางเกษตรหรือมาจากครอบครัวเกษตรกรรม  2)  เลือกจากครูที่มีความสนใจ
    -  ครูผู้รับผิดชอบงานเกษตร  หรือเรียกชื่อว่า  ครูเกษตรอาจมี 2-3 คน เพื่อแบ่งงานกัน  เช่น  ครูกลุ่มพืชผัก-ไม้ผล-เห็ด  ครูกลุ่มปลา  ครูกลุ่มปศุสัตว์  ครูเกษตรมีบทบาทหน้าที่ดังนี้
        +  จัดทำแผนการผลิต และดำเนินการให้ได้ตามแผน
        + ประสานกับครูที่รับผิดชอบอาหารกลางวัน  เพื่อนำผลผลิตไปประกอบอาหาร
        +  ลงมือปฏิบัติร่วมกับเด็กนักเรียน  ไปพร้อมๆ  กับถ่ายทอดความรู้ให้แก่เด็กนักเรียน
        +  ตรวจบันทึกการทำงานของเด็กนักเรียน
        +  ควบคุมกองทุนการผลิตของกลุ่มการผลิตที่ตนรับผิดชอบ
    -  ครูอื่นๆ  ในโรงเรียน  นอกจากครูที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบหลักแล้ว  ในบางโรงเรียนอาจให้ครูทั้งโรงเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเกษตรของโรงเรียนโดยจัดเวรลงปฏิบัติงาน  เช่น  ดูนักเรียนลงแปลงรดน้ำผักให้อาหารสัตว์  ทำความสะอาดแปลง  เป็นต้น
    (3)  ชุมชน  มีบทบาทในการออกแรงพัฒนาบุกเบิกพื้นที่การเกษตรของโรงเรียน  ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานมาก  เกินกว่าที่นักเรียนจะดำเนินการได้ด้วยตนเอง  เป็นการแบ่งเบาภาระของโรงเรียน  หลังจากนั้นนักเรียนสามารถมาทำกิจการรมได้สะดวกขึ้น  เช่น  การถางหญ้าตัดกิ่งไม้  การยกแปลง  การก่อสร้างซ่อมแซมรั้วโรงเรียน  การก่อสร้างคอกสัตว์  โรงเพาะเห็ด  เป็นต้น  โดยทั่วๆ  ไปชุมชนจะมาช่วยพัฒนาโรงเรียนเดือนละ 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับการร้องขอจากโรงเรียน  นอกจากนี้ชุมชนยังสามารถบริจาคมูลสัตว์มาเป็นวัสดุในการปรับปรุงบำรุงดินของโรงเรียนด้วย  บริจาคพันธุ์พืช  พันธุ์สัตว์  ในบางแห่งที่พื้นที่โรงเรียนน้อยไม่สามารถทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ได้  ชุมชนยังให้โรงเรียนยืมที่สำหรับการปลูกพืชอายุสั้น  หรือบริจาคผลผลิตทางการเกษตรของตนเองให้กับโรงเรียน  แล้วแบ่งปันผลผลิตกัน

การจัดการผลผลิตทางการเกษตร  เมื่อกลุ่มผลิตทางการเกษตรมีผลผลิตแล้ว  ก็จะนำมาขายผ่านร้านค้าสหกรณ์  หากผลผลิตอาหารสดมีเหลือก็ทำการแปรรูปถนอมอาหารต่อไป
    การจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรผ่านร้านสหกรณ์  เป็นพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารีที่ให้โรงเรียนมีการดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน  ซึ่งจะมีการจัดตั้งร้านค้าสหกรณ์ขึ้นภายในโรงเรียน  และใช้เชื่อมโยงกับกิจกรรมการผลิตทางการเกษตรของโรงเรียน  ในการจำหน่ายผลผลิต  กลุ่มผลิตจะเป็นผู้กำหนดราคาขายให้แก่ร้านค้าสหกรณ์  ร้านค้าสหกรณ์จะขายผลผลิตนี้ให้แก่โรงครัวของโรงเรียน  โดยครูผู้รับผิดชอบอาหารกลางวันจะใช้งบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากกองทุนอาหารกลางวันของรัฐบาล  ซื้อวัตถุดิบในการประกอบอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ  ปลอดภัย  และราคาถูกกว่าท้องตลาดจากสหกรณ์   ไม่ต้องเดินทางไปซื้อในที่ไกล ๆ สหกรณ์ทำบัญชี  ออกใบเสร็จรับเงินให้  หากผลผลิตมีเหลือร้านค้าก็สามารถขายให้แก่ผู้ปกครองนักเรียน  ชุมชน หรือแม้แต่ครูได้  เงินรายได้จากการขายผลผลิตทางการเกษตรจะกลับคืนสู่กลุ่มผลิตทางการเกษตรของโรงเรียน  ทำให้การเกษตรในโรงเรียนมีความยั่งยืนได้  นอกจากนี้หากกลุ่มผลิตต้องการปัจจัยการผลิต  ก็สามารถสั่งผ่านสหกรณ์เพื่อให้ช่วยหาซื้อให้กลุ่มด้วย  


การจัดการผลผลิตของกลุ่มผลิตทางการเกษตรโดยจำหน่ายผ่านร้านค้าสหกรณ์ของโรงเรียน

 
    การแปรรูปและถนอมอาหาร  ปัจจุบันหลายโรงเรียนสามารถผลิตผลผลิตทางการเกษตรบ่งอย่างได้ในปริมาณมาก  เช่น  ปลาดุกไขไก่  ผักกาด  อีกทั้งบ่างพื้นที่ยังสามารถหาของพื้นบ้านหรือของป่าได้จำนวนหนึ่ง  ทำให้นำมาใช้แปรรูปเพื่อเก็บไว้สำหรับบริโภคในวันอื่นๆ  หรือบางส่วนก็นำไปจำหน่ายผ่านร้านสหกรณ์ได้ ตัวอย่างเช่น  การทำปลาตากแห้ง  ปลาแดดเดียว  ปลาร้า  ไข่เค็ม  ผักกาดดอง  หน่อไม้ดอง

เนื้อหารายวิชา